จะโกรธมั้ย..ถ้าใครๆก็เห็นคุณเป็นเด็ก..
posted on 29 Jan 2007 22:51 by maylodyถ้าจะเอ่ยถึง"เด็ก"แล้วเราก็มักจะหมายความถึง..มนุษย์ตัวเล็กๆ
ที่ต้องได้รับการดูแล อบรม เนื่องจากยังอ่อนวัยและประสบการณ์
ข้อดีของการเป็นเด็ก..คือมักจะเป็นที่รักใคร่ เอ็นดู ของผู้ที่สูงวัยกว่า
ทำอะไรก็น่ารักไปซะหมด..
ไม่ว่าจะพูดไม่ชัด (เพราะเหล็กติดฟัน) พูดไม่รู้เรื่อง
ขี้แง..เอาแต่ใจ..ง้องแง้ง..บลา.. บลา..บลา
และที่สำคัญก็คือ เด็กทำอะไรก็ไม่ผิด...
ชัดๆเลย...ก็ตอนเป็นเฟรชชี่..ปีหนึ่ง หน้าใส..
ไม่ว่ามันจะเปรตขนาดไหน..งี่เง่าเท่าไหร่..
ขอให้ใส่รองเท้าขาว..กระโปรงสุ่ม หรือผูกไทเหอะ..
ก็ได้รับการอภัย..ทุกรายไป.. (ไม่เกี่ยวกับกฎหมาย)
อันที่จริงแล้ว..พวกเขาเหล่านั้นก็หาใช่"เด็ก"มากมาย..
เพียงแต่ว่า...พวกเขา"ถูกทำให้เป็นเด็ก"
ด้วยสายตาและมาตรฐานของผู้ใหญ่
หรือนัยหนึ่ง..คนที่มีอาวุโสหรือสูงวัยกว่า....
มันคงจะดี..หากเราไปไหน..มีแต่คนรักใคร่..เอ็นดู..
เพราะว่าเห็นเราเป็นเด็ก...ทำอะไรก็มีแต่คนคอยเป็นห่วง..ดูแล
แต่ทว่า..อีกนัยหนึ่ง..มันก็แปลว่า..พวกเค้าเหล่านั้น..ไม่แน่ใจ
ในวุฒิภาวะ..ความรับผิดชอบ..ความสามารถในการพิจารณาและวินิจฉัย
และการตัดสินใจของเราด้วย..ใช่หรือไม่...
ขอท่านผู้ใหญ่มีวัยวุฒิและคุณวุฒิทั้งหลาย..จงพิจารณาเหตุการณ์ต่อไปนี้
ว่า..ถ้าคุณเป็นบุคคลดังกล่าว...คุณจะเคืองมะ
1. นั่งมอเตอร์ไซค์ไปปากซอย..แล้วโดนมอไซค์ไม่คุ้นหน้า..
ถามว่าชื่ออะไร พร้อมกับแนะนำตัวเค้าเสร็จสรรพ..
คุณน้องมอไซค์ดูยังไงก็ไม่เกิน 20
ในขณะที่คุณเป็นผู้หญิงวัยเกือบจะเบญจเพสอยู่รอมร่อ
พอคุณเดินหนี..ก็โนตะโกนไล่หลัง..ว่าสวยแล้วหยิ่ง..
(ป่าว ไม่ได้สวย..ไม่ได้หยิ่ง..แต่ชั้นน่ะรุ่นเจ้แกแล้ว..เข้าใจ๊)
2. ไปเที่ยวผับกับคนทั้งฝูง (เอ๊ะ คนนี่เค้าเรียกเป็นฝูงกันรึเปล่าน้า ไม่รุๆ)
เป็นคนเดียวที่โดนตรวจบัตรพร้อมกับคำถาม
"ขออนุญาตแม่มาเที่ยวรึเปล่าจ๊ะน้อง"
(แสดดดด ชั้นบรรลุนิติภาวะมาก็หลายปีและ..
ก่อนหน้าพวกเอ็งหลายขุมนัก
เด๋วแม่แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ให้ดูซะเด๋วนี้เลย)
3. ไปจัดประชุมในโรงแรมห้าดาวที่ ภูเก็ต..
พนักงานเสิร์ฟเมิน..เพราะดูเด็ก..และเป็นผู้หญิง ไทย
เลยไม่ยอมยกน้ำมาเสิร์ฟ ให้เราเดินไปหยิบเอง!!!!
เจ้านาย(ซึ่งเป็นเยอรมัน)มาบอกทีหลังว่า..เนี่ย discrimination นะเนี่ย
เพราะเมื่อกี๊เค้าขอ..เจ้าหล่อนก็ยกมาให้...
(อันนี้ ไม่ใช่แค่ดูเด็กอย่างเดียว..
แต่โดนเหยียดเพราะว่า "มากับฝรั่ง"
โกรธมาก..เม้งไปกับฝรั่งอีกคนที่ติดต่อกับเซลส์..
เค้าเลยไปโวยต่ออีกที..ว่ามาทำกับสตาฟแบบนี้ไม่ได้นะ..
ไม่งั้นเราจะไม่มาอีก..ทางผู้จัดการเค้าก็ขอโทษแต่ก็นะ..
ของอย่างงี้ มันเสียความรู้สึก..
เพราะเราคิดว่า "ทุกคนที่เข้ามาล้วนเป็นลูกค้าจ่ายตังค์แพงๆ
มาเพื่อรับบริการและการดูถูกแบบนี้หรอนี่มันแผ่นดินไทยนะคะคุณ
ชั้นกลายเป็นพลเมืองชั้นสองไปตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย
และแม้ว่าจะเป็นผู้หญิงแบบนั้นก็เหอะ..ถ้าเค้าจ่ายตังค์เข้ามา..
คุณก็ต้องบริการเหมือนที่คุณทำให้ชาวต่างชาติทั้งหลาย")
4. ไปจัด workshop ที่ Sihanouk Ville
(เป็นเมืองชายทะเลของเขมรสวยมั่กๆ)
ไปอยู่โรงแรมห้าดาว (อีกแล้ว) พนักงานน่ารักมากๆ
โดยเฉพาะที่ฟร้อนท์จำเราได้เกือบทุกคน และให้เกียรติมากๆ
คืนหนึ่งออกไปกินข้าวพร้อมนายกับเพื่อนร่วมงานชาวเขมรสองคน
ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง เห็นมีดนตรีเลยมานั่งฟัง.. สักพักนึกได้ว่าต้องไปส่งเมล์
เลยลุกไป Business Center( กะจะไปซัก 10 นาที)
ปรากฏว่ามารู้ทีหลังว่า..มีฝรั่งกลุ่มที่นั่งใกล้ๆ
จะมาลากเก้าอี้เราไป...พอนายเราบอกว่า..เด๋วเรามา
ฝรั่งคนนั้น..ถามว่า.. แน่ใจเหรอ ว่าเราจะกลับมา..
ไม่ใช่ "get paid and 'sgone" แล้วนะ..
(อันนี้ออกแนว...ประเด็นผู้หญิงอีกแล้ว...
แต่ที่เขมรจะมีอีกประเด็นที่แรงกว่าคือ..คือเรื่อง children abuse
ประเภทการซื้อประเวณีเด็ก อะไรเทือกนั้น
แต่ก็ชวนโมโหทั้งสองประเด็นแหล่ะ ไอ้เวลลลเอ๊ย)
5. สถานที่เดียวกันกับเหตุการณ์ที่ 4 แต่เป็นคนละเดือนปีและวัน..
เรานั่งกินสปาเก็ตตี้อะไรสักอย่างพร้อมกับ
อ่านหนังสือเรื่อง difficult conversationอยู่ในห้องอาหารคนเดียว..
อีกโต๊ะเป็นผู้ชายท่าทางเป็นนักธุรกิจ..
คุยโทรศัพท์เป็นภาษาเขมรอยู่ (งงล่ะซิ ว่าทำไมรู้ อิอิ)
สักพักมีฝรั่งอุ้มเด็กน่ารักเดินมานั่งที่โต๊ะผู้ชายคนนั้น...
สรุปว่าเป็นพ่อแม่ลูกกาน..ก็ไม่ได้สนใจ
(แต่แอบเห็นว่าเด็กคนนั้นน่ารักโคตรๆๆๆ ง่ะ จาอาววๆ)
แป๊บนึงเด็คกนนั้นเดินมาใกล้ๆ ก็เลยเล่นด้วย..(อิอิ)
แม่เค้าก็เลยคุยด้วย..ถามว่ามาจากไหน..ก็เลยบอกว่ามาจากเมืองไทย..
เค้าเลยบอกว่า สามีเค้าก็เป็นคนไทยเหมือนกัน
ผู้ชายคนนั้นเลยหันมาคุยด้วย..ประโยคแรกที่หลุดออกมาคือ
"ทำงานสปาหรอ" (คนละเรื่องกะ"ไปทำแฮร์สปามาหรอ"นะ)
เราก็ตึ๊ง...เออ คือ ทำงานองค์กรไม่หวังผลกำไรค่ะ
(non-profit organization)น่ะ เก็ทบ่
ซักไซ้ว่าชื่ออะไร..พอเราบอกชื่อไปก็บอกว่าไม่รู้จัก..
(จะรู้จักได้ไงเล่า..มันองค์กรของเยอรมันนี่)ซักไซ้ว่าทำอะไร...
เราก็ตอบๆๆๆๆๆ ..จนกินเสร็จชิ่งหนี..กลับห้อง..
ไปนั่งส่องกระจก..ดูว่าอันตัวเรานี้...ช่างไม่มีรัศมีของสาวออฟฟิศเลยรึไรฟะ
หรือเราจะแต่งตัวเด็กไป (ใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้น)
แต่นี่มันริมทะเลนะว้อย จะใส่สูทหาป๊ะไรเล่า
เฮ้อ ช่างน่าน้อยใจในรูปร่าง หน้าตา...กริยา ท่าที..
ชั้นดูไม่ academicไม่เข้าคอนเซปท์NGO
ไม่มีรังสี intellectual ขนาดนั้นเลยหรอ...
ขนาดใส่แว่นแล้วนะเนี่ย แงๆ...
6. ล่าสุด..ประสานงานเรื่องวีซ่าของเจ้านาย..
วุ่นวายสุดๆ เพราะไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันยุ่งยากขนาดนี้...
ประสานงานกับเจ้าหน้าที่หลายคนมาก...จนไปเจอคนหนึ่งที่รับผิดชอบโดยตรง
คุยยังก็ไม่รู้เรื่องสักที..เราไม่เข้าใจ คำถามมากมาย..
และนายก็แอบดื้อเล็กๆไม่ยอมทำตามที่เสนอ..
จนต้องโทรไปหาพี่ที่รู้จัก..
เค้าแนะนำว่าให้เข้าไปคุยกับคนที่รับผิดชอบให้รู้เรื่อง..
เค้าจะให้คนรู้จักเค้าช่วยประสานงานให้...
เราก็เอาวะ..ไปก็ไปตม.เนี่ย.. (พอรู้ว่าต้องไป..
เจ้ๆในออฟฟิศกรี๊ดกร๊าดเพราะว่า วันนั้นแต่งตัวเป็นตัวของเองสุดๆ
หัวจรดเท้า ผิดระเบียบสาวออฟฟิศทุกอย่าง.. ตั้งแต่..ผูกจุกสูงปรี๊ด
ใส่ตุ้มหูเงินห่วงใหญ่..เสื้อยืดสีน้ำเงินลายตัวอักษรและสระเขมร
กางเกงยีนส์ เข็มขัดหนังสีน้ำตาล แถมด้วยรองเท้าผ้าใบปาร์แมน
(ครือ มันเป็นสีส้มเหลืองปรี๊ดอ่า แสบตาสุดๆ
เจ้ๆที่ออฟฟิศเลยเรียก รองเท้าปาร์แมน)
ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า..
แกถอดตุ้มหูห่วงออกเหอะ.. เอาจุกลงหน่อย
ไม่ก็..แวะเปลี่ยนเสื้อผ้าที่คอนโดก่อนดิ
แถมบรรยายประสบการณ์มากมายที่เคยเจอ บลาบลา บลา...
เครียดเด่ะ..-__-'แต่ทำไงได้..นัดไปแล้วอ่ะ ต้องไปทั้งยังงั้น
นั่งตัวลีบ..มาตลอดทางในรถ..จนคุณจารินทร์ ต้องบอกว่า...
"ไม่ต้องเครียด เมย์แค่ยิ้มหวานๆก็พอ.."
"ยิ้มหวานมานจะช่วยไรได้อ่าคุณจารินทร์
เด๋วเค้าก็ต้องจับเมย์ส่งห้องปกครองตัดคะแนนความประพฤติแน่เลย"
(เหมือนตอนเรียนมัธยมเรยอ่า -__-' นี่ตรูยางไม่พ้นวัยอีกหรือฟะเนี่ย)
ไปถึงแล้ว..เอาวะ ยังไงๆก็ต้องคุยให้ได้..
You can't judge the book by its cover. ฉันใด..
คุณก็ตัดสินชั้นไม่ได้จากแค่ที่เห็นฉันนั้น...
(เพราะชั้นแย่กว่าที่เห็นเยอะ -_-')
เดินเชิดหน้าเข้าไป..โทรหาพี่ที่ได้รับการแนะนำมา..
พอเข้าไปคุย..สรุปว่าเค้าเองก็ไม่ได้รับผิดชอบส่วนนี้...
คนที่รับผิดชอบคือเจ้าหน้าที่...ที่เราเคยคุยด้วยนั่นแหล่ะ..(คุณสารวัตร....)
ระหว่างที่เค้าโทรคุยกัน..เราก็เริ่มสัมผัสได้ว่า..ทางโน้นเค้าเคืองเรา..
โดยกล่าวหาเราว่า..ทำไมเราพูดไม่รู้เรื่อง..ถามแล้วถามอีก..
บอกแล้วก็ไม่ทำ...บลาๆๆๆ...โน่น นี่ นั่น
พี่สารวัตรอีกคนเลยต้องบอกไปว่า..น้องเค้าอายุนิดเดียวเอง..
แล้วก็ไม่เข้าใจเรื่องกฎ..บลาๆๆๆ.. คุยกันเสร็จ..
เราก็เลยย้ำให้ฟังว่า.."ขอโทษนะคะ ที่รบกวนแต่ว่า
เรื่องนี้มันซับซ้อนและเราก็ไม่เคยรับผิดชอบตรงส่วนนี้มาก่อน
รวมทั้งไม่เข้าใจหลักเกณฑ์การพิจารณา..
เราต้องการคำอธิบายที่เคลียร์คัท..
เราจะได้ดำเนินการได้ถูก" ..เค้าก็บอกให้เราติดต่อทางนั้นโดยตรง..
สรุปคือ..ที่มาถึงที่นั้นเท่ากับศูนย์...ต้องมาคุยใหม่วันจันทร์..
(แต่พี่เค้าใจดีนะ..พูดดีด้วย)
เราก็เซ็งดิ..ไม่มีอะไรคืบหน้า..ไม่ได้เรื่อง..
จะกลับเลยหรอ...เกือบจะออกจากที่นั่นอยู่แล้ว
แต่ไม่ได้ๆๆๆๆ ชั้นไม่ยอมเสียเปล่าแน่...
เลยโทรเข้าเครื่องคนที่รับผิดชอบเรื่องอีกที..
..เสียงซึ่งปกติก็ห้าวอยู่แล้ว..ก็หงุดหงิดยิ่งกระด้างเข้าไปใหญ่..
กระแทกเสียงอีกตะหาก
แต่คนรับเค้ากลับพูดดีแฮะ..เสียงใจเย็น..อธิบายอย่างดีเลย..
ผิดกับที่หงุดหงิดเราอยู่เมื่อกี๊เป็นหลังเท้ากับหน้ามือเชียว..
(คาดว่าหลังจากเราออกมาคนที่เค้าคงโทรคุยกันกับพี่ที่เราเข้าไปคุยก่อนหน้า)
เราจะโทรไปรบกวนถามกี่รอบก็ไม่ว่า..ใจดีเป็นที่สุด..
แถมหลังๆชักชวนคุยออกนอกเรื่อง..อ่ะนะ.. เออ จำไว้เลยนะ..
"เป็นเด็ก(โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กผู้หญิง)น่ะ..ทำไรก็ไม่ผิดหรอก"
เรารู้ว่า..คนเราตัดสินกันไม่ได้ที่หน้าตา..นิสัย หรืออะไรภายนอก..
แต่เราจะให้เราไปควบคุมคนอื่นไม่ให้มองคิดและตัดสินเราจากที่เค้าเห็น..
ก็คงทำไม่ได้...เพราะต้องยอมรับว่า..คนเราเจอกัน..
รู้จักกัน..คุยกัน..มันมองไม่เห็นถึงภายในหรอก..
ของแบบนี้ต้อง...ใช้..เวลา..
แต่ก็รู้ไว้เถอะว่า....เคืองอ่ะ....
ป.ล. ต่อไปนี้นะ..จะโชว์พาวของความเป็นเด็กให้ดู..
Watch me!!!
edit @ 2007/01/30 00:46:07

ใครสูงอายุหน้าเด็กคะคุณออกซ์ (ซิโทซิน)...
แต่อย่างเรื่องที่เล่ามาแต่ละเรื่อง ก็น่าโกรธอยู่
โดยเฉพาะเรื่องที่ดูถูกกันเนี่ย~
#1 By Grëêñßåÿgøñ™ on 2007-01-30 08:48