Love still lives where there is faith.
posted on 06 Feb 2007 23:27 by maylodyเมื่อวาน..เขียนเรื่องของ Cupid and Psyche
เป็นความรักที่จบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง...น่าอิจฉา...
แต่ก็อย่างที่เคยบอกนั่นแหล่ะ...
ไม่ใช่ทุกความรัก..ที่จบลงอย่างแสนสุข...
ไม่ใช่ทุกคน..ที่จะมีโอกาสอย่าง Psyche and Cupid..
เพราะบางครั้ง..โชคชะตาก็โหดร้าย...
และเราเองก็ไม่เข้มแข็งมากพอที่จะอดทนฝ่าฟัน..
ดูอย่าง Orpheus and Eurydice ซิ บางทีคุณอาจจะเห็นความรักในมุมใหม่..
..ความรักคือรูปแบบหนึ่งของความเจ็บปวด...ที่ทุกคนยินดีจะแบกรับไว้..

คุณเคยได้ยินเรื่องราวของเขารึเปล่า
นักดนตรีหนุ่มผู้เรืองนาม..จนอาจกล่าวได้ว่า..
ในบรรดานักดนตรีผู้เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ทั้งหมด..
Orpheus คือผู้ที่ล้ำเลิศที่สุด..จะเป็นรองก็เพียงแต่เทพเจ้าเท่านั้น...
อันที่จริงแล้ว ก็ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะหากจะสืบตระกูลขึ้นไป
Orpheus ก็เหนือกว่าสามัญมนุษย์..
เพราะเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของหนึ่งใน The Muses
เหล่าคีตเทวีผู้มีเสียงร้องอันไพเราะควรค่า..แก่คำว่า..เสียงสวรรค์
ทางบิดานั้นไซร้ก็ไม่ยิ่งหย่อนเพราะเป็นถึงเจ้าชายแห่ง Thrace
ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในเรื่องดนตรีในบรรดาอาณาจักรในกรีกทั้งหมด..
เช่นนี้แล้ว.. พรสวรรค์และชื่อเสียงของ Orpheus
จึงแผ่ขจรไปไกล...จนถึงกับกล่าวกันว่า..
บทเพลงอันแสนไพเราะของเขาคืออำนาจอันยิ่งใหญ่
..ที่ไม่มีใครสามารถต้านทานได้
เสียงเพลงของ Orpheus สามารถขับกล่อมให้ก้อนหินเคลื่อนย้าย
..โน้มนำทำให้สายน้ำเปลี่ยนเส้นทาง..
และช่วยชีวิตบรรดา Argonauts ในการเดินทางไปกับเรือ Argo
ที่นำโดยJason หลายต่อหลายครั้ง(ในThe Quest of the Golden Fleece)
ดนตรีคืออำนาจอย่างแท้จริง..เมื่ออยู่ภายใต้การกำกับบรรเลงของ Orpheus
แต่แม้บทเพลงของเขาจะทรงอำนาจสักเพียงไร..
Orpheus ก็ยังมิอาจเอาชนะความโหดร้ายของโชคชะตาได้..
เป็นที่รู้กันว่า..เสียงเพลงของ Orpheus นั้นสามารถสะกดได้ทุกสรรพสิ่ง...
..จะหาหญิงใดที่ไม่ต้องมนต์ดนตรีของ Orpheus คงไม่มี..
..เพียงแค่เอ่ยคำ..นางใดในหล้า...ก็คงยินดีจะพลีกายถวายชีวิต..
แต่สำหรับ Orpheus แล้ว นางเดียวที่เขาต้องการคือ Eurydice
อนิจจา..ช่วงเวลาแห่งความสุขช่างแสนสั้น..
Orpheus และ Eurydice แต่งงานกันได้ไม่ทันไร
สาวเจ้าก็ด่วนจากไปเสียก่อน..ด้วยโดนงูพิษกัดตาย
และแน่นอนความเจ็บปวดนี้สุดจะทานทน..
Orpheus จึงตัดสินใจจะลงไปยมโลก
..เพื่อพานางอันเป็นที่รักกลับคืนมา..
" With my song
I will charm Demeter's daughter,
I will charm the Lord of the Dead,
Moving their hearts with my melody.
I will bear her away from Hades."
จะว่าไปแล้ว.. ตัวเขาเองก็คงผยองใน
"อำนาจแห่งเสียงดนตรี"ไม่น้อยเหมือนกัน..
ก็ถึงขนาดจะเขย่าหัวใจ..ราชาและราชินี่แห่งยมโลกให้สั่นไหวเนี่ย..
แต่ยังไงก็ดี..ความกล้าและจงรักเหนือชายใดในโลก
(ทั้งโลกนี้ โลกหน้าและโลกไหนๆ)ก็น่าประทับใจยิ่งนัก..
จะหาชายใดในโลก..ทำเพื่อหญิงอันเป็นที่รักได้ขนาดนี้
(นอกจากในเรื่อง City of Angel)
ก็คงจะยากพอๆกับควานหาทองในท่อกทม... (เผลอๆจะยากกว่าอีกด้วย)
และด้วยมนต์แห่งเสียงเพลง..Orpheus
ก็เดินทางลงใต้หล้า..ขับกล่อมเจ้า หมาสามเศียรCerberus จนเชื่อง..
ช่วยดับความทุกข์ทรมานของเหล่านักโทษของเทพเจ้าลงได้ชั่วยาม
ทำให้กงจักรไฟของ Ixion หยุดหมุน
ทำให้ Sisyphusได้มีโอกาสพักจากการเข็นก้อนหินขึ้นเขาสูงชัน
ทำให้ Tantalus ลืมความกระหายไม่รู้จบ
..ได้ชั่วขณะที่เสียงเพลงของเขาขับกล่อม....
และเป็นครั้งแรก..ที่เหล่าทัณฑเทวีThe Furiesต้องหลั่งน้ำตา..
เสียงเพลงแห่ง Orpheus ราชาและราชีนีแห่งยมโลกยังต้องสดับ
"Oh Gods who rule the dark and silent world
To you all born of a woman needs must come.
All lovely things at last go down to you.
You are the debtor who is always paid.
A little while we tarry up on earth.
Then we are yours forever and forever.
But I seek one who came to you too soon.
The bud was plucked before the flowers bloomed.
I tried to bear my loss. I could not bear it.
Love was too strong a god. O King, you know
If that old tale men tell is true, how once
The flowers saw the rape of Proserpine.
Then weave again for sweet Eurydice
Life's pattern that was taken from the loom
Too quickly. See, I ask a little thing,
Only that you will lend, not give, her to me.
She shall be yours when her years'span is full."
อย่างที่บอก..มนต์แห่งดนตรีของ Orpheus เกินกว่าใครจะต้านทานได้..
แม้แต่ Hades ราชาแห่งพิภพใต้บาดาลผู้ไร้ซึ่งความรู้สึก..ยังต้องหลั่งน้ำตาให้
" Drew iron tears down Pluto's cheek,
And made Hell grant what Love did seek."
ในที่สุด..ราชาแห่งยมโลกก็มอบ Eurydice คืนให้Orpheus
แต่ภายใต้ข้อแม้ว่า..
Orpheus จะต้องไม่หันหลังกลับมามอง Eurydice
ในขณะที่เดินทางออกจากยมโลก
และจนกว่าทั้งคู่..จะเข้าสู่โลกมนุษย์..
จากนั้น..ทั้งคู่ก็ออกเดินทางขึ้นสู่โลกเบื้องบน..
ตลอดระยะทาง..Orpheus ห่วงแสนห่วง Eurydice
แม้จะรู้ดีว่านางอยู่เยื้องไปไม่ห่างกาย
แต่ก็ยังห่วง..กระนั้น..ก็พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่หันกลับไปมอง..
ในขณะที่เกือบจะถึงโลกมนุษย์.
.ความมืดก็เริ่มจางลง..กลายเป็นสีเทาด้วยแสงสว่าง..
Orpheus ก้าวออกสู่แสงตะวันอย่างเริงร่า..ทิ้งโลกอันมืดมิดไว้เบื้องหลัง..
ด้วยความดีใจและเป็นห่วง..
เขาก็เหลียวกลับไปมอง Eurydice ผู้เป็นที่รัก..ที่ตามมาไม่ห่าง..
แต่..มัน..เร็วเกินไป.. นางยังคงอยู่ในถ้ำ...
ในดินแดนแห่งความมืด...และแสงสลัวรางนั้น..
เขาเอื้อมมือออกไปหมายจะคว้านางเอาไว้
แต่ความพยายามนั้นไร้ค่า...
ร่างของนางกลับลับหายไปสู่ความมืดมนอนธกาลอีกครั้ง..
จะได้ยินก็เพียงแต่เสียงกระซิบว่า..ลาก่อนเท่านั้น
Orpheus พยายามจะตามนางกลับลงไป...
แต่ก็ไม่อาจทำได้ โลกเบื้องล่างไม่อาจต้อนรับเขาอีกแล้ว..
แม้จะโปรดปรานีแต่ก็คงไม่มีเทพองค์ไหนจะให้โอกาสเป็นครั้งที่สอง..
Orpheus กลับสู่โลกมนุษย์อย่างคนที่สิ้นแล้วทุกสิ่ง..เดินทางผ่านป่าดงพงไพร..
บรรเลงบทเพลงด้วยหัวใจที่แตกสลาย....
และสุดท้ายก็จบลงด้วยความตายอย่างน่าสลด..
ร่างของเขาถูกฉีกทึ้ง...เป็นชิ้นๆโดยกลุ่มนักดนตรีผู้บูชาเทพเจ้า Dyonisus or Bacchus
และกระจัดกระจายไปตามที่ต่างๆ"
กล่าวกันว่า...ในวาระสุดท้ายของชีวิตนั้น..
คำที่ติดอยู่ที่ริมฝีปากของ Orpheus คือ Eurydice
ภายหลังเหล่าเทวี The Muses ได้รวบรวมชิ้นส่วนของเขาฝังเอาไว้ใต้เขา Olympus
และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา..นกไนติงเกลที่นั่นก็ส่งเสียงร้องได้ไพเราะกว่าที่อื่นใดในโลก..
ความโหดร้ายของชะตากรรมได้บีบคั้นให้ความรัก..
ต้องแสดงอำนาจอันยิ่งใหญ่ของมัน..ให้เป็นที่ประจักษ์
และความยิ่งใหญ่แห่งความรัก..ก็เรียกร้องให้"หัวใจ"ของมนุษย์ได้รับการพิสูจน์
หัวใจคุณ...จะยังคงมั่นศรัทธาในความรักได้มากแค่ไหน..
หากต้องเผชิญกับความเจ็บปวด..ซ้ำแล้ว..ซ้ำเล่า..
Orpheus ทำให้เรารู้ว่า..ความรักทำให้มนุษย์ทั้งเข้มแข็งและอ่อนแอ..
แต่ไม่ว่าในยามเข้มแข็ง..หรือในยามอ่อนแอนั้น..เราก็ยังคงมี"รัก"..ได้เสมอ..
ตราบใดที่หัวใจยังคงมีศรัทธาในรัก..
ป.ล. เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราชอบที่สุด..ในบรรดาเรื่องรักใน Mythology ทั้งมวล..
เรื่องของ0rpheus ทำให้คิดถึงเรื่องคู่กรรม...วิญญาณฉันรอที่ทางช้างเผือก
...ใต้ลำพูรอคู่กรรม..สรุปแล้วเขาไปรอกันที่ไหนเนาะ
#1 By บันทึกบรรทุกฝัน[กระดาษ] on 2007-02-07 00:58